วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

นิทาน บทความเกี่ยวกับรองเท้าผ้าใบ กับเด็กชายพระจันทร์



แดดยามเช้า ส่องแสงเป็นประกาย สะท้อนกับพื้นน้ำ มีลมพัดผ่านตลอดเวลา ดอกหญ้าพลิ้วไหว  และก็มีเด็กชายคนนึ่ง ชื่อ เด็กชายพระจันทร์  ทุกๆวันพระจันทร์จะเดิน ท่องเที่ยวในป่า  และเขามักไปเล่น ตามลำพังเสมอ ด้วยเท้าเปล่าประจำ โดยไม่ได้สนใจว่า จะเจ็บเท้า จากเศษหิน เขาเหยียบย่ำ ไม่ว่าจะสกปก หรือว่า จะสะอาด จะร้อนหรือว่าเย็น ด้วยความที่พระจันทร์เป็นเด็กซน ก็จะไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เด็กชาย ยังคงมีความสุขกับการเดินทางด้วยเท้าเปล่า และเขายังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ อย่างเหงาใจ แต่แล้ววันหนึ่ง เด็กชายพระจันทร์ ก็ได้พบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อ สองเท้าน้อยๆ นั้นดันไป เหยียบกับเศษแก้ว เข้าจังๆ ทำให้เด็กชายพระจันทร์ ปวดเท้าทั้งสองข้าง จนไม่มีเรี่ยวแรงที่จะเดินต่อไป แต่แล้ว ก็มีแสง อ่อนๆ ส่องลงมาที่เด็กน้อย เมื่อแสงหายไปก็ ได้พบกับ เทวดาตัวน้อย ซึ่งเทวดา ตัวน้อยก็ ได้ถามว่า เป็นยังไงบ้าง เจ้าหนู  เจ้าหนูได้แต่นั่งร้องไห้ ไม่ยอมพูดจา  เวลาผ่านไปสักพัก เด็กน้อยก็เริ่มที่จะพูดจา เทวดาตัวน้อย จึงถามว่า รองเท้าเจ้า ไปไหน  เด็กชายพระจันทร์ตอบกลับไปว่า ข้าไม่มีรองเท้า เหมือนกับคนอื่นเขาหรอก เพราะว่าข้าเป็นเด็กยากจน ไม่มีวาสนาอย่างเด็กคนอื่นเขา   ด้วยความน่าสงสาร เทวดา จึงได้ เสก รองเท้าผ้าใบ   ให้กับเด็กน้อย เด็กน้อย เห็นแล้วก็ ตื่นเต้น เพราะว่าเป็นรองเท้าคู่แรกของเขา  พระจันทร์ได้แต่พูดคำว่าขอบคุณ แต่ ยังไม่ทันไร เทวดาตัวน้อยก็หายไป 
ต่อมา พระจันทร์ ก็ได้ใส่รองเท้า โดยที่ไม่ต้องกลัว อะไรทิ่มแทงอีกแล้ว แต่เด็กน้อยก็ยังไม่ลืมเทวดาตัวน้อย ที่มอบโอกาสให้กับเขา เขายินดีที่จะพบ เทวดา ตัวน้อยอีกครั้ง


วันพุธที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เจ็บนี้ไม่โทษใคร เพราะใจเราง่ายเอง เท้าที่แสนระบบ เป็นเพราะอะไรมา อ่านเลย...




ปกติแล้ว เรา เป็นคนที่ไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องรองเท้าสักเท่าไร เพราะคิดว่า ทุกคู่ก็เหมือนกันหมด
แล้ว สุดท้าย เราก็เข้าใจผิดมาตลอด ว่า รองเท้าเหมือนกัน แล้ววันหนึ่ง.. เราก็ เข้าไป ที่ร้านค้า ที่มีรองเท้าผ้าใบหลากสีสัน
 วางเรียงรายอยู่มาก

                ซึ่งมันเป็นร้านออนไลน์ ผ่านอินเตอร์เนท แต่ก็ดูอยู่นานพอสมควร แต่ก็ไม่มีทีท่าจะได้รองเท้าที่ถูกใจ เลยสักคู่ เลือกแล้ว เลือกอีก ก็มาหยุดอยู่ที่ร้านขายของเท้าผ้าใบแห่งหนึ่ง รองเท้าคู่นั้น มันสะท้อนความเงางาม บ่งบอกถึงดีไซน์ ที่สวยงาม ตั้งแต่แรกเห็น มันช่างเป็นรองเท้าที่สวย จนอยากมีไว้ประดับกาย สักคู่ เราติดต่ออย่างไม่ รอรี....เราติดต่อ เจ้าของร้านค้า และ มองดูราคา ซึ่งมันเป็นแทบเมนูเล็กๆ แต่ฉันก็ไม่ลังเลเลยสักนิดเดียวที่จะจ่ายเงินจำนวนนั้นออกไปเพื่อที่จะ ให้ได้ รองเท้าผ้าใบที่ถูกใจที่สุด
ส่วนตัวเราก็ถาม เจ้าของร้านว่า “มันน่าจะแน่น มีคู่อื่น หรือ ป่าว หรือมีขนาดใหญ่กว่านี้ก็ได้ ”ฉันถามเจ้าของร้านแบบนั้น
ทางเจ้าของร้านก็บอกว่า ไม่มีหรอกครับ…. เรามีแบบละคู่เท่านั้น รับลองใส่แล้ว สวย ไม่ซ้ำใครแน่นอน เจ้าของร้านพูดแบบนั้น ทำให้ การสั่งซื้อสินค้า เป็นเรื่องที่ง่ายดาย ยิ่งเขาเห็นสายตาฉันที่กำลัง อยากได้รองเท้าคู่นี้มากๆ เขาก็แนะนำสินค้าของเขาต่อ  ว่าดียังไง 

สุดท้ายแล้วเย็นวันนั้นเราก็กลับบ้านด้วยรอยยิ้มที่แสนมีความสุข โดยเฉพาะรองเท้าผ้าใบที่ แสนสวย โดยที่ไม่คิดที่จะกลับไปใส่รองเท้าคู่เก่าเลยละ ทิ้งไปอย่างไม่แยแส และแล้ว เรื่องราวที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
วันรุ่งขึ้น....ฉันคิดว่าจะออกจากบ้านด้วยรองเท้าคู่ใหม่ของฉัน ฉันคิดว่าต้องมีคนอิจฉาฉันแน่ๆ และต้องถามว่าซื้อมาจากไหน แค่คิดแล้วฉันก็ยิ่งปลื้มใจ แต่ทว่า ใส่ได้ยังไม่ทันข้ามวัน เจ้ารองเท้าของฉัน ก็แสดงแผลงฤทธิ์ ใช่แล้ว มันเจ็บปลายส้นเท้ามากๆ ทั้งแทบ ทั้งเจ็บ ทำให้ฉันนั้นเดิน โยกไปโยกมา โขยกเขยก แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และเย็นวันนั้นฉันต้องกลับบ้าน พร้อมกับ เท้าที่ บาดเจ็บที่แสนสุดระบบ

ก็อย่างว่าละ ชีวิตเราก็เหมือนกับการเดินทางไกล ความรักก็เปรียบเหมือนกับ รองเท้า..เวลาเราจะเดินทางไกล เราก็ต้องหารองเท้าที่ดีที่สุด เพื่อที่จะเดินทางไกลใช่ไหมละ ต้องใส่ให้มันพอดี มันจะได้ไม่หลวม และ ไม่ทำให้เท้าระบบ บางที เราอาจต้องการร้องเท้าที่ใส่สบายก็ได้ แทนที่คำว่า รองเท้าผ้าใบ สวย

แม้ว่าจะสวยแค่ไหนแต่ถ้ามันทำให้เราบาดเจ็บ แน่นอน สุดท้ายแล้วเราก็ต้องถอดมันออก เพราะถ้า ใส่ต่อ มันอาจจะทำให้เราบาดเจ็บ และเสียใจ จนทำให้เราท้อและคงไม่ถึงจุดหมายแน่ๆ

ฉันว่านะ .... รองเท้าที่ใส่แล้วสบาย จริงๆแล้วมันไม่ต้องมีความสวยอะไรเลย หรือ ความเด่น ขอแค่ให้มันพาเราไปถึงจุดหมายก็น่าจะพอใจแล้ว ใช่ไหม ละ